หน้าหลัก กระดานสนทนา ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ ทิวมืงสุรินทร์ ดินแดนแห่งอารยธรรม ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม
 กระดานสนทนา :: ฝากข่าวประชาสัมพันธ์
ยินดีต้อนรับ บุคคลทั่วไป   [ลงทะเบียน]  เข้าสู่ระบบ
ใครมีข่าวที่ต้องการประชาสัมพันธ์ตั้งกระทู้ในบอร์ดนี้ได้เลยครับ   โดย prommart เมื่อ 09-09-2009 22:39:49
อ่านคำแนะนำก่อนตั้งคำถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ   โดย prommart เมื่อ 17-07-2010 18:52:23
กรุณาอย่าโพสต์ข้อความโฆษณาหรือข้อความที่เป็นการก่อกวนผู้อื่น   โดย prommart เมื่อ 02-10-2009 11:54:50
ตอบกระทู้
 หัวข้อกระทู้ :ทิวมืงสุรินทร์ ดินแดนแห่งอารยธรรม ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม.. 04-10-2011 09:39:07 
nutsini

บุคคลทั่วไป
จังหวัดสุรินทร์ ดินแดนที่มีช้างซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย เป็นแหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่นก่อกำเนิดวัฒนธรรมการทอผ้าไหมที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ผ้าไหมสุรินทร์เป็นผ้าไหมที่มีคุณภาพดีมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะถิ่น ดังคำขวัญที่ว่า “สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม” สุรินทร์ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทริปนี้ ขอนำเที่ยวจุดเริ่มต้นที่ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2511 เป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงผู้สร้างเมืองท่านแรก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองสุรินทร์ทางด้านใต้ ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 0 ที่ถนนสุรินทร์-ปราสาท เป็นบริเวณที่เคยเป็นกำแพงเมืองชั้นในของตัวเมืองสุรินทร์ อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองเหลืองรมดำ สูง 2.2 เมตร มือขวาถือของ้าว อันเป็นการแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถของท่านในการบังคับช้างศึกและเป็นเครื่องแสดงว่าสุรินทร์เป็นเมืองช้างมาแต่ดึกดำบรรพ์ รูปปั้นสะพายดาบคู่อยู่บนหลังอันหมายถึงความเป็นนักรบ ความกล้าหาญอันเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกของคนสุรินทร์ จากนั้นไปกราบไหว้สักการะพระคู่บ้านคู่เมือง หลวงพ่อพระชีว์วัดบูรพาราม วัดหลวงประจำจังหวัดสุรินทร์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หลวงพ่อพระชีว์ หรือหลวงพ่อประจีองค์นี้ เป็นปูชนียวัตถุที่ชาวสุรินทร์เคารพบูชาถือเป็นศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทร์ภักดี ศรีณรงค์จางงาง (ปุม) กรมการศาสนา ได้ยกขึ้นเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปี พ.ศ. 2511 และพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพารามเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520 จากนั้นออกเดินทางไปทางเหนือของตัวเมืองสุรินทร์ ตามทางหลวงหมายเลข 214 (ทางสายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด) ไปประมาณ 14 กิโลเมตร เยี่ยมชมหมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องเงิน หมู่บ้านโชค เขวาสินรินทร์ หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการทอผ้าไหมพื้นเมืองและการผลิตลูกประคำเงิน ที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน เรียกกันว่า ลูกปะเกือม เป็นภาษาเขมร ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า ประคำ ใช้เรียกเม็ดเงิน เม็ดทองชนิดกลม ที่นำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ ประเกือม สุรินทร์ เป็นลูกกลมทำด้วยเงิน เช่นเดียวกับที่อื่นๆ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ มีหลากหลายรูปแบบและลวดลาย เนื่องจากทำด้วยแผ่นเงินบางๆ ที่ตีเป็นรูปต่างๆ พร้อมกับอัดครั่งไว้ภายใน ทำให้สามารถแกะลายได้สะดวก ประเกือมมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่สุดซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งเซนติเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ประมาณ 2.5 - 3 เซนติเมตร มีหลายลวดลาย ได้แก่ ถุงเงิน หมอน แปดเหลี่ยม หกเหลี่ยม กรวย แมงดา กระดุม โอ่ง มะเฟือง ตะโพน ฟักทอง จารย์(ตะกรุด) ส่วนใหญ่จำลองมาจากธรรมชาติ เช่น ลายตาราง ลายกลีบบัว ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์ ลายพระอาทิตย์ ลายดอกทานตะวัน ลายตากบ ประเกือมส่วนใหญ่จะรมดำเพื่อให้ลายเด่นชัด ความสวยงามของประเกือมจึงอยู่ที่ลายที่แกะด้านนอก และความแวววาวของเนื้อโลหะเงิน นำมาทำเป็นเครื่องประดับของสุภาพสตรีที่สวยงาม มีร้านค้าจำหน่ายสินค้าในบริเวณหมู่บ้าน นักท่องเที่ยว สามารถเข้าเยี่ยมชมการทอผ้าไหม การสาวไหม และซื้อสินค้าพื้นเมืองที่ผลิตขึ้นเองในราคาถูก เยี่ยมชมการผลิตไหมทอ ที่มีชื่อเสียงของสุรินทร์ ซึ่งผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์เป็นผ้าไหมที่ขึ้นชื่อ เพราะด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของไหมสุรินทร์ ไม่ว่า จะเป็นวัตถุดิบ และกรรมวิธีการทอไหม จนเป็นผ้าไหมสำเร็จรูปด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ที่หมู่บ้านภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านนาตัง ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขวาสินรินทร์ ชมการผลิตผ้าโฮลสตรี ถือเป็นราชินีผ้าไหมของจังหวัดสุรินทร์เลยทีเดียว สุดยอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมที่สืบทอดต่อกันมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจนถึงปัจจุบันเป็นหนึ่งในผ้ามงคลสำหรับสวมใส่ในพิธีต่างๆ และเป็นของมีค่าสำหรับหญิงสาวที่จะต้องทอไว้สำหรับไหว้ญาติผู้ใหญ่ ฝ่ายเจ้าบ่าวในพิธีแต่งงาน วิถีชีวิตชาวบ้านในหมู่บ้าน เมื่อเว้นว่างจากอาชีพหลักคือ การทำนา ก็รวมตัวกันจัดตั้งศูนย์สาธิตการตลาดมีภูมิปัญญาทางด้านการผลิตผ้าไหมแบบครบวงจร อาทิ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้าไหม เป็นต้น บ้านนาตัง เป็นหมู่บ้านที่มีการอนุรักษ์ มัดหมี่แม่ลายโฮล ที่เรียกว่า “จองโฮล” เป็นการมัดย้อมเส้นพุ่งด้วยวิธีการเฉพาะ ความโดดเด่นของการมัดย้อมแบบนี้ สามารถมัดย้อมแบบเดียว แต่ทอได้ 2 ลาย คือ ลายโฮลผู้ชาย (โฮลเปราะฮ์) และลายโฮลธรรมดาหรือลายโฮลผู้หญิง พัฒนาการของผ้าไหมสุรินทร์มีวิวัฒนาการมาจากผ้าไหมผ้าปูมที่ราชสำนักสยามนำไปใช้ในราชการ แบ่งออกเป็นปูมไทยและปูมเขมร ตามแหล่งผลิต “ปูมไทย” เป็นผ้าสมปักที่ไทยผลิตขึ้นเองที่โรงไหมของหลวงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากปูมเขมร ก็คือ ผ้าที่ทอด้วยตะกอเนื้อผ้า แบ่ง 2 ตะกอ ทำให้ลวดลายที่ปรากฏบนพื้นผ้าขาดความคมชัดและสีสันไม่สดใสเท่าปูมเขมร นอกจากหมู่บ้านภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านนาตังแล้ว แหล่งการศึกษาการทอผ้าไหมโบราณแล้ว บ้านท่าสว่าง หมู่บ้านผ้าไหมเพื่อการท่องเที่ยว เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมของชุมชนมาแต่สมัยโบราณ และสามารถสืบทอดมาถึงปัจจุบัน แต่เดิมนั้นชาวบ้านทอผ้าด้วยกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคนเพื่อใช้สอยเองในครัวเรือนทั้งใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในพิธีกรรม มีการผลิตไหมด้วยวิธีที่หลากหลาย ทั้งการทอผ้าพื้นย้อมสีธรรมชาติ ผ้ากระเหนียว (หางกระรอก) ผ้าลายทางและลายตารางต่าง ๆ เช่น อันลูยเซียม ละเบิกสมอ การมัดหมี่ เช่น ผ้าโฮล และผ้ายก เช่น ยกชายสไบ (สไปเรือเจีย ) ผ้าโฉนดเลิก เป็นต้น นอกจากผลิตแบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีการทอผ้าด้วยกรรมวิธียกทองแบบราชสำนักสยามโบราณ โดยอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้คิดค้นการทอผ้าไหมยกทอง จากการผสมผสานระหว่างกรรมวิธีทอผ้าย้อมสีแบบดั้งเดิมของชุมชนและการออกแบบลอดลายแบบราชสำนักสยาม โดยการรวมกลุ่มกันของชาวบ้านท่าสว่างบางส่วนเพื่อร่วมกันทอผ้ายามว่าง จากอาชีพหลักคือ การทำเกษตรกรรม ความโดดเด่นของผ้าไหมยกทองของกลุ่มจันทร์โสมา ตำบลท่าสว่าง เกิดจากการเลือกเส้นไหมน้อยที่เล็กละเอียดนำมาผ่านกรรมวิธีฟอกย้อมด้วยสีธรรมชาติด้วยแม่สีหลักสามสีคือ สีแดงจากครั่ง สีเหลืองจากแก่นแกแล (เข) และสีครามจากใบต้นคราม สอดแทรกการยกดอกด้วยไหมทองที่ทำจากเงินแท้มารีดเป็นเส้นเล็กๆ ปั่นควบกับเส้นด้าย กรรมวิธีทำไหมทองค่อนข้างใช้เวลานาน จึงซื้อไหมทองที่ผลิตจากอินเดีย ซึ่งราคากิโลกรัมละประมาณ 80,000 บาท เป็นไหมทองคุณภาพดี แต่มีราคาแพง ใช้ตะกอเส้นพุ่งพิเศษที่ทำให้เกิดลาย จำนวนตะกอมากกว่าร้อยตะกอ จนกระทั่งการวางกี่บนพื้นดินธรรมดามีความสูงไม่พอ ต้องขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นหลุมลึกไป 2-3 เมตร หรือยกพื้นโรงทอให้มีความสูงที่เหมาะสม เพื่อรองรับความยาวของตะกอที่ห้อยลงมาจากกี่ให้เป็นระเบียบให้คนสามารถอยู่ในหลุมเพื่อสอดตะกอไม้ได้ด้วย เนื่องจากไม้ตะกอมีจำนวนมาก จึงต้องใช้คนทอถึง 4-5 คน คือจะมีคนช่วยยกตะกอ 2-3 คน คนสอดไม้ 1 คนและคนทออีก 1 คน ด้วยความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการทอ จึงได้ผลงานเพียงวันละ 4-5 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งเอกลักษณ์พิเศษของผ้าไหมจากบ้านท่าสว่างนั้น ชาวบ้านท่าสว่างใช้ “ไหมน้อย” (เส้นใยเล็กๆ ด้านในเปลือกไหม) มาใช้ในการทอผ้า ทำให้ได้ผ้าไหมที่มีความนุ่มลื่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ความสวย สง่า และสวมใสสบายไม่ร้อน บ้านท่าสว่างยังเป็นแหล่งรวมผ้าไหมชั้นดีจากทุกอำเภอ และของที่ระลึกของจังหวัดสุรินทร์อีกด้วย จากนั้นไม่ควรพลาดไปชมการแสดงช้างแสนรู้ที่ ศูนย์ศชศึกษาหรือหมู่บ้านช้าง ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านช้าง หมู่ที่ 9 และ 13 บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ชมวิถีชีวิตการเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลางซึ่งไม่เหมือนการเลี้ยงช้างของชาวภาคเหนือที่เลี้ยงไว้ใช้งาน แต่ชาวบ้านตากลางเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อนเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกหนึ่งในครอบครัว นอนร่วมชายคาเดียวกัน สัมผัสการดำรงชีวิตของชาวส่วย พร้อมทั้งได้พบปะพูดคุยกับหมอช้างที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้างมาแล้ว รับชมความสามารถและความน่ารักของช้างแสนรู้ ซึ่งจะมีการแสดงในช่วงเวลา 10.00 น.และเวลา 14.00 น. ของทุกวันและยังสามารถเยี่ยมชมโขลงช้างเลี้ยงที่มากที่สุดในประเทศและในโลกจำนวนถึง 300 เชือก ซึ่งหาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากที่จังหวัดสุรินทร์ ทั้งนี้ ภายในศูนย์คชศึกษายังมีสินค้าที่ระลึกที่เป็นผลิตภัณฑ์จากช้าง มีสินค้าให้เลือกมากมายเหมาะเป็นของฝาก แหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้ว จังหวัดสุรินทร์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ที่น่าสนใจ อาทิ ปราสาทบ้านพลวง, ปราสาทภูมิโปน, ปราสาทเมืองที, ปราสาทยายเหงา, ปราสาทตาเมือน , ปราสาทศีขรภูมิ เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามเส้นทางและข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ สำนักงานพัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ โทร.0-4451-8810
IP Logged
อ้างอิงตอบ
ตอบกระทู้
หน้า # 


Powered by ccBoard


Friends Online

Powered by EvNix