หน้าหลัก

opensource-logo

จากที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโปรแกรม Open Source มาหลายปีก็เริ่มเห็นถึงปัญหาใหญ่ที่ยังต้องแก้กันอีกมากในประเทศไทย เป็นปัญหาเกี่ยวกับแนวคิด ค่านิยม ความเข้าใจเกี่ยวกับ Open Source และเรื่องการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้การพัฒนา Open Source ก็เกิดขึ้นได้ยาก โครงการ Open Source ที่พัฒนากันในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ต้องเกี่ยวข้องกับงานและตั้งใจทำ จริง ๆ ซึ่งยังมีอยู่น้อยในปัจจุบัน

เริ่มจากค่านิยมของคนไทยที่ปัจจุบันนิยมการคัดลอกของคนอื่นมาใช้เสียส่วนใหญ่ ที่เห็นใกล้ตัวที่สุดและหลายคนชินชาจนมองข้ามไปแล้วคือการคัดลอกโปรแกรม Microsoft Windows มาใช้จะออกมากี่รุ่นก็มีรุ่นใหม่ล่าสุดให้ใช้กันเสมอ หามาใช้ได้ง่ายแม้แต่ในห้างใหญ่ ๆ ก็มีขายกันเกลื่อนจนคนส่วนใหญ่เห็นนึกว่าเป็นของถูกกฎหมายไปแล้ว รวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ที่เขาขายกันราคาแพง ๆ เป็นหลักหมื่นก็หาซื้อได้เพียงแค่แผ่นและไม่กี่ร้อย เผลอ ๆ แผ่นหนึ่งมีเป็นร้อยโปรแกรม เท่านั้นยังไม่พอแผ่นที่ซื้อมาก็คัดลอกต่อ ๆ กันไปทั้งแจกบ้างขายบ้าง เห็นโปรแกรมที่เขาลงทุนพัฒนาใช้เงินจ้างคนพัฒนากันเป็นหลักล้านเป็นของไม่มีค่าอะไรเลย คำถามก็คือว่าทำไมแผ่นโปรแกรมคัดลอกเหล่านั้นยังคงขายกันได้อย่างเปิดเผย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปอยู่ไหน? ที่ผมคิดได้ก็มีสองสาเหตุคือหนึ่งไม่มีความรู้เรื่องลิขสิทธิ์นี้เลย(ถ้าเป็นแบบนี้เรื่องการศึกษาไทยควรจะพัฒนากันใหม่ได้แล้ว) หรือสองรู้แต่ทำเฉยปล่อยปะไม่สนใจ

จากที่กล่าวมามันมีผลกระทบในวงกว้างมากกว่าที่คิด ในเมื่อโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้หามาใช้งานได้ง่ายแถมทุกคนยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิด ความคิดนี้มันก็ลุกลามไปทั้งประเทศไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐเกือบทุกหน่วยงานตอนนี้ผมเชื่อว่ามีโปรแกรมละเมิดลิขสิทธ์ต่าง ๆ อยู่ แม้แต่ในโรงเรียนซึ่งเป็นที่ที่ให้ความรู้กับทุกคนยังใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์กันอยู่ และแทบไม่มีอาจารย์คนไหนเลยที่บอกนักเรียนว่าโปรแกรมที่ใช้อยู่มีลิขสิทธิ์ หลายคนที่เรียนคอมพิวเตอร์มาจนป่านนี้อาจจะยังไม่รู้เลยว่าลิขสิทธิ์ของโปรแกรมคืออะไร ไม่รู้ว่าโปรแกรมมันมีมูลค่าที่เราต้องซื้อมาใช้อย่างถูกต้อง

ในเมื่อมีความเข้าใจกันแบบนี้ทั้งประเทศแล้วการแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากไม่เริ่มจากหน่วยงานของรัฐก่อน ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีกันบ้างแล้ว แต่มันจะแก้ง่าย ๆ ได้อย่างไร คิดเล่น ๆ ถ้าทุกหน่วยงานต้องซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาใช้เอาจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดอาจจะเป็นหลักล้านคูณด้วยราคาโปรแกรมลิขสิทธิ์ที่เครื่องนึงอย่างน้อย ๆ แล้วไม่ต่ำกว่าหมื่น ผลคูณอย่างต่ำแล้วเป็นหลักหมื่นล้านครับ เป็นจำนวนเงินมหาศาลมากที่เราต้องจ่ายหากต้องการใช้โปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง

ดังนั้นวิธีการหักดิบเปลี่ยนแปลงเลยจึงค่อนข้างที่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนแม้แต่ผมเองยังต้องเกี่ยวข้องกับโปรแกรมเหล่านี้อยู่อย่างน้อย ๆ ก็ Microsoft Windows ที่ทำได้ตอนนี้ก็คือต้องหาทางลดการละเมิดลิขสิทธิ์ลง หากจำเป็นที่ต้องใช้โปรแกรมบางตัวจริง ๆ ก็ต้องซื้อมาใช้ให้ถูกต้อง หากโปรแกรมไหนมีทางเลือกอื่นก็ควรมองหาโปรแกรมทางเลือกอื่นที่ราคาไม่สูงจนเกินไป หรือเป็นโปรแกรมที่นำมาใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลาเพราะค่านิยมนี้ฝังรากมานานแล้ว

จากปัญหาข้างต้นก็ส่งผลถึงโปรแกรม Open Source เหมือนกัน แนวความคิดของ Open Source ทุกคนสามารถเข้าถึง มีส่วนร่วม และนำไปใช้งานได้อย่างอิสระ ถ้าในสังคมนั้นมีการเคารพสิทธิ์กันแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ดีมากครับ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแบ่งปัน มีส่วนร่วมในผลงาน มีความภูมิใจในการช่วยพัฒนา แต่ถ้าสังคมมีค่านิยมผิด ๆ เหมือนที่กล่าวมาข้างต้น สังคม Open Source ก็ดูเป็นสิ่งไร้ค่าทันที จะเห็นว่าสังคม Open Source ของไทยเราไม่ค่อยพัฒนาไปเท่าไหร่ เนื่องจากค่านิยมที่คนเคยชินกับการคัดลอกมาใช้อย่างเดียว คนส่วนน้อยที่พัฒนาก็พัฒนาไป คนที่ใช้ก็ใช้ไปโดยไม่สนใจ แถมบางครั้งโปรแกรมมีปัญหาก็ด่าคนพัฒนาทั้งที่ไม่เคยช่วยสนับสนุนอะไรเขาเลย แล้วอย่างนี้จะมีใครมีกำลังใจพัฒนาโปรแกรมให้ใช้กัน

ในการพัฒนาโปรแกรมหลายคนมองว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร แต่ในความจริงแล้วมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร และสิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือเวลาครับ หลายคนต้องทิ้งเวลางานมาใช้ในการพัฒนา ทั้ง ๆ ที่ถ้าเลือกเอาเวลาไปทำงานของตัวเองแล้วได้ผลตอบแทนไม่ดีกว่าหรือ ดังนั้นคนที่ทำตรงนี้ได้คือคนที่คิดว่าสามารถเสียสละเพื่อคนอื่นได้ รักที่จะพัฒนาโปรแกรมโปรแกรมที่เลือกและถนัดให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

แต่ในรื่องเวลาและทุนที่ต้องใช้ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ สามารถพัฒนาไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหลายคนที่มีความสามารถก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเองแทนที่จะต้องมาเหนื่อยกับการคิดหาวิธี หาข้อมูลการแก้ปัญหาเพื่อใช้พัฒนาโปรแกรม อย่างโครงการ Open Source ของต่างประเทศที่เขามีคนพัฒนาโปรแกรมกันได้อย่างต่อเนื่องเพราะส่วนใหญ่มีหน่วยงานหรือบริษัทให้การสนับสนุนเกือบทั้งนั้น แล้วหน่วยงานหรือบริษัทนั้นก็ใช้งานของโครงการนี้ไปทำโมเดลทางธุรกิจอีกต่อหนึ่งผลกำไรที่ได้ก็นำมาสนับสนุนผู้พัฒนาทำให้การพัฒนาเดินต่อไปได้ ผู้พัฒนาโปรแกรมก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

ในไทยเรายังไม่มีการรวมตัวกันลักษณะนั้นการพัฒนาส่วนใหญ่จึงต่างคนต่างทำเท่าที่ทุนและเวลาเอื้อโอกาส ถ้าเป็นการพัฒนาในส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เป็นไร ใช้เวลาไม่มากคนที่พอมีเวลาก็สามารถมาช่วยกันได้ แต่ถ้าเป็นการพัฒนาที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อเนื่องกันไป คงมีน้อยคนที่จะเสียสละเวลาตรงนั้นมาได้ จะเห็นได้จากโปรแกรม Open Source ในตอนนี้ส่วนไม่ค่อยรองรับภาษาไทย หรือรองรับได้ไม่ค่อยสมบูรณ์ เนื่องจากไม่ค่อยมีแรงจูงใจให้ใครมาพัฒนา เพราะพอพัฒนาได้แล้วบางทีคนอื่นมาอ้างเป็นผลงานของตัวเองหน้าตาเฉยก็มี แค่เรื่องที่ไม่ให้เครดิตยังพอทนแต่การเอางานคนอื่นไปอ้างเป็นของตัวเองนี่ เป็นใครก็รับไม่ได้ครับ ทำให้หลายคนท้อและมีทัศนะคติที่ไม่ดีไป ซึ่งคนประเภทนี้ยังมีอยู่มากในปัจจุบันและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ อย่างมาก คนที่พัฒนาระบบก็เป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องการหาโอกาสและสิ่งที่ดีให้กับชีวิต เพียงแต่ว่าเขามีความรู้ที่สามารถพัฒนาสิ่งที่ถนัดได้ แต่ถ้าทำไปแล้วมีแต่เสียกับเสียก็ไม่มีใครคิดทำแน่นอน ดังนั้นเราต้องเปิดใจเรื่องนี้ด้วย บางคนพอเห็นใครใช้โปรแกรม Open Source ไปในเชิงธุรกิจแล้วมองในแง่ไม่ดีและไม่พอใจ แสดงว่าเราคิดที่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว ทุกอย่างต้องแลกเปลี่ยนกันทั้งนั้นต้องมีทั้งการให้และการรับสังคมถึงจะอยู่ได้

ผมขอยกตัวอย่างโครงการพัฒนาภาษาไทยของ Open Office ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ดีมากสามารถใช้ทดแทนโปรแกรม Microsoft Office ที่มีราคาแพงได้เลย แต่ตอนนี้ขาดคนที่ช่วยพัฒนาในส่วนของภาษาไทย ทำให้รุ่นต่อ ๆ ไปอาจจะไม่ค่อยรองรับภาษาไทยเท่าที่ควร อ่านข่าวได้จากลิงก์นี้ครับ

ผมสงสัยว่าทำไมหน่วยงานของรัฐไม่ให้การสนับสนุนผู้พัฒนาในส่วนนี้ ทั้งที่เป็นโปรแกรมที่สามารถลดการซื้อโปรแกรม Microsoft Office ได้เป็นมูลค่ามหาศาล

ผมก็คงได้แต่เขียนบ่นแค่นี้ละครับ เพราะทำอะไรไม่ได้มาก ขอพัฒนาระบบของผมไปตามเรื่องตามราวให้ดีที่สุดตามกำลังก็แล้วกันครับ ที่ผมพัฒนาหลัก ๆ ตอนนี้ก็เป็นเรื่องภาษาไทยและแก้ bug บางส่วนในโปรแกรมเสริมของ Joomla เช่น ccBoard, JEvent, Community Builder, uddeIM, AJAX Shoutbox, Lyften Bloggie, jDownload, Agora, Alpha Content, JoomGallery, Vinaora Visitors Counter, aiContactSafe, JComment(ในเว็บหลักมีคนอื่นพัฒนาอยู่แล้ว แต่ผมแปลโดยสำนวนแบบของผมเอง)

พัฒนาภาษาไทยในโปรแกรมการเรียนออนไลน์ eFront (ในเว็บหลักมีคนพัฒนาอยู่แล้วแต่ผมแปลพยายามใช้สำนวนที่สั้นและเข้าใจง่าย)

และพัฒนาระบบ Server โดยใช้ FreeBSD

ในการเผยแพร่ผลงานผมขอสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ตามความเหมาะสม จะว่าผมไม่เปิดใจกว้างก็ไม่เป็นไรแต่ด้วยสิ่งที่ผมเจอมาทำให้ทัศนะคติบางอย่างเปลี่ยนไป ทุกอย่างมีสองด้านเสมอมองในด้านดีด้านเดียวคงไม่ได้ หลายคนเคยชินกับการรับจากที่คนอื่นทำให้อย่างเดียว ถ้าจะให้ควรจะให้วิธีการคิดวิธีการทำไปมากกว่าการให้จากผลที่เราทำ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องคอยทำให้เขาอยู่ตลอดไป คนที่รอรับก็ทำอะไรไม่เป็นคอยแต่จะรับอย่างเดียว ถ้าคนอื่นไม่ทำให้ก็ไม่มีให้ใช้คือไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แต่ถ้าให้วิธีคิดวิธีทำการพัฒนาก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ การสอนจะให้แต่วิชาการอย่างเดียวไม่ได้ ผมสงสัยทำไมในมหาลัยเน้นการสอนในเรื่องเกี่ยวกับวิชาการอย่างเดียว เป็นการสร้างสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันกันมากเกินไปจนบางคนติดเป็นนิสัยออกไปสู่ภายนอก คนไม่ดีแต่มีความรู้อันตรายมากกว่าคนดีที่ไม่ค่อยมีความรู้ครับ ดังนั้นความรู้ถ้าอยู่กับคนดีก็มีประโยชน์มากแต่ถ้าอยู่กับคนไม่ดีก็สร้างความเสียหายได้มากเหมือนกัน

ขอนอกเรื่องนิดนึงแต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันคือเรื่องระบบการศึกษา ผมมองดูแล้วคิดว่าต่อไปคงถึงขั้นวิกฤตถ้ายังไม่มีการปรับปรุง ตัวชี้วัดหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือข่าวตอนนี้เด็กสอบไม่ผ่านเกณฑ์ GAT/PAT กันทั้งประเทศ ซึ่งข้อสอบส่วนใหญ่เป็นเชิงวิเคราะห์ เด็กหลายคนโทษว่าข้อสอบแนวข้อสอบไม่ตรงกับที่เรียนมาควรเปลี่ยนแนวข้อสอบใหม่ ผมว่าแนวข้อสอบไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญเลย จะถามแบบไหนถ้าเข้าใจตีโจทย์ออกก็หาคำตอบได้ ประเด็นสำคัญก็คือเด็กรู้จักวิธีคิดหรือเปล่า ผมเห็นเด็กหลายคนตั้งใจเรียนหนักมากทั้งเรียนในห้องเรียนและเรียนพิเศษจากสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ อ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ทำถึงขนาดนี้ผลการสอบน่าจะผ่านครึ่งแต่ทำไมไม่ผ่าน ผมนึกย้อนไปตอนสมัยผมเรียนกับการสอนในปัจจุบันวิธีการสอนก็ยังไม่เปลี่ยนไป คือส่วนใหญ่จะสอนกับแบบท่องจำ มีการสอนให้หัดคิดหรือประยุกต์ใช้น้อยมาก ครูว่าไงก็ว่าตามนั้นไม่ได้คิดวิเคราะห์ว่าที่ครูสอนมามันจริงตามนั้นหรือเปล่า จนถึงปัจจุบันก็ยังใช้วิธีสอนแบบนี้กันอยู่สาเหตุเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันที่จะสอนให้เด็กคิด ผู้สอนต้องพัฒนาตัวเองและวิธีการด้วยอาจเป็นเพราะหลายคนไม่มีเวลาที่จะพัฒนาในส่วนนี้ และนโยบายการประเมินผู้สอนก็ไม่ได้ใช้จุดนี้เป็นตัวประเมิน การประเมินส่วนใหญ่จะเป็นตัวเลขเชิงปริมาณและข้อมูลบนแผ่นกระดาษซึ่งควรจะต้องแก้นโยบายและวิธีการประเมินเสียใหม่ แต่คนที่กำหนดนโยบายคือใครและมีแนวความคิดอย่างไรเป็นตัวหลักที่จะชี้อนาคตและทิศทางการศึกษาของเด็กไทย
เด็กรุ่นปัจจุบันถ้าจบแล้วมาเป็นครูผู้สอนเด็กรุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไร? แล้วก็รุ่นต่อ ๆ ไป จะมีการเปลี่ยนแปลงกันตอนไหน

แก้ไขล่าสุด (วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2010 เวลา 02:35 น.)

 

Friends Online

Powered by EvNix